เรื่องเล่าจากเด็ก 'Waldorf' ~

posted on 16 Feb 2010 17:23 by spectacle

ปล่อย blog นี้ร้างไว้น๊านนาน นานซะจนลืมไปแล้วว่าตัวเองมี blog = =" ..

ขอเริ่มเลยละกันครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของชีวิตเด็ก 'Waldorf' .. เอิ่ม คนอ่าน(จะมีเปล่า ?) อาจจะงง ๆ ว่า

Waldorf มันคืออะไร .. ใช่ชื่อเกมส์ที่คล้าย ๆ Dot-A รึเปล่า.. ไม่ใช่ครับนั่นมัน Warcraft ..เอ๊ะหรือว่าคือชื่อเมืองในประเทศอังกฤษ .. .นั่นก็ไม่ใช่ครับ นั่นมัน Walsall (ชงเองเล่นเองกินเอง =w=")

เข้าเรื่อง Waldorf คือแนวทางการศึกษาชนิดนึงครับ ดูได้ตามนี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Waldorf_education โดยต้นกำเนิดมาจากคุณตา Ruldorf Steiner ที่ประเทศเยอรมันนี

โดยโรงเรียนตอนนี้ก็มีหลายสาขาอยู่นะครับ แต่ที่เยอรมันนี่ ใครที่จะได้เข้าโรงเรียนนี้นี่ต้องจองคิวกันเป็นปี ๆ เลย

หล่ะแถมจบไปมหาลัยรับเข้าโดยไม่ต้องสอบเลย ถือว่าเป็นอะไรที่ Work มาก ๆ ที่นั่น คือดังเปรี้ยง ๆ ที่สุด

 

เอาหล่ะ แต่ก็นะ ตัวผมอยู่ที่ไทย ในที่ไทยก็มีโรงเรียนนี้แหละรู้สึกจะมีแค่ที่เดียวในกรุงเทพนี่แหละ ผมเข้าโรงเรียนนี้ตอน ป.5 ซึ่งตอนแรกเข้ามาเจอบรรยากาศที่แปลกมาก แต่ช่างมัน ฮาา ไม่เล่้า

ส่วนตัวรู้ึสึกประทับใจประวัติศาสตร์ของ Waldorf นะครับ เพราะเพิ่งจะได้ทราบว่าคุณปู่ Ferdinand Porsche ผู้ผลิตรถยนต์สุดหรูและแพงมาก ๆ อย่าง Porsche ก็จบจาก Waldorf ><" !! ปลื้มม ม รุ่นพี่ผม มฮาา

จะเล่ารายละเีอียดสั้น ๆ นะครับ ตอนนี้ผมอยู่ ม.3 ของโรงเรียนนี้ครับ แต่ส่วนใหญ่จะเรียกเป็น grade เสียมากกว่า โดยโรงเรียนนี้จะตัดเป็น ม.ต้นคือ ม.1(grade 7) ถึง ม.2 (grade 8) ส่วนม.3 (grade 9) จนถึง ม.6

นี่จะกลายเป็น High School ครับ โดยจะมีคุณครูจาก Waldorf ประเทศต่าง ๆ มาเช่น Australia , Germany

Swizterland , America อะไรเช่นนี้มาสอนแบบเยอะมาก ๆ คือที่โรงเรียนนี่จะเรียนกัน วันละ 4 คาบ กล่าวคือ

ตอนช่วงเช้าเ้ค้ากำหนดให้มา 7 โมง 45 โดย จาก 7 โมง 45 ถึง 8 โมง จะทำการซ้อมร้องเพลงกันตอนเช้า

แล้วบ้างช่วงก็อาจจะซ้อมไวโอลินต่อถึง 8 โมงครึ่ง (โรงเรียนนี้จับให้เด็กเลือกเล่น ไวโอลิน , วีโอล่า หรือเชลโล่ ตั้งแต่ ป.5) แล้วจากนั้นก็เรียนถึง 10 โมง 30 จากนั้นพักอีก 20 นาที แล้วก็เริ่มเรียน วิชาต่าง ๆ พบพักเที่ยงตอน

12:20 ก็พักถึง 13:20 จากนั้นก็เรียนยัน 15:00 แล้วก็กลับบ้าน ~

 

โดยวิชาตรงช่วง 8 โมง(บางครั้งก็แปดโมงครึ่ง) ถึง 10 โมงครึ่ง นี่จะเรียกว่า 'Main Lesson' แล้วก็ main สมชื่อครับ โหดมาก โดยก็ตรงช่วง 2 ชั่วโมงครึ่งตอนเช้านี้จะมีครูมาสอนเรื่องต่าง ๆ ซึ่งไว้ขออธิบายทีหลังนะครับ

 

เอาเป็นว่าขอเล่าเรื่องที่เรียนตอนนี้ก่อนดีกว่า ตอนนี้สิ่งที่ห้องผมเรียนกันอยู่คือ 'Drama' ครับ อ๊ะแน่ ! 'Drama'

ที่เรียนไ่ม่ใช่เอาไว้ตีักับชาวบ้านแบบในเวบพันดริฟท์อะไรเถือกนั้นนะครับ Dramaที่เรียนนี่จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่า

ยากก็ยาก แต่ที่สุด ๆ คือมันเหนื่อยมาก เพราะมันต้องทำหน้า serious โดยตอนนี้้ Mr.John Chalmers ที่เค้าสอน

อยู่นี่เ้้ค้าสอน tragedy ซึ่งมันมีความซับซ้อนนิดหน่อย คือตัวเราต้องเ้ข้าถึง chracter ของตัวละครนั้น ๆ ที่ได้

รับบทมา แต่เราก็ไ่ม่สามารถทำให้ัตัวละครดูมีชีิวิีตเหมือนคนจริง ๆ เพราะ chracter ที่เราได้รับนั้นไม่มีชีวิต ..

แต่เราก็ต้อง act ให้มีอารมณ์ต้องสร้าง pitch ขึ้นมา และอีกอย่างคือใช้จินตนาการสูงมาก ๆ โดยจากที่ฟังเค้าบอกคือเราต้องขยับตลอดเวลาเพราะว่า movement ใน tragedy นั้นสำคัญมาก ๆ !

เหนื่อยสุด ๆ =w= แต่ที่เหนื่อยแค่นี้ยังไม่พอ ที่เหนื่อยหลัก ๆ คือ 'บท' ครับ .. เพราะบทของตัวละครนี่ยาวมาก ๆ

และที่เค้าบอกคือบททุกบทนี้ต้องใส่อารมณ์ไปให้สุด ๆ แล้วก็บทที่เล่นเป็น English หมดนะครับ บางช่วงนี้ยาวทั้งหน้า A4 .. โดยเรื่องที่เรียน (ที่จะแสดง) มีอยู่ 3 เรื่องครับ คือ

Oedipus the King , Antigone , Orestes ..

ซึ่งแต่ละเรื่องนี่พูดตรง ๆ คือ 'โครตอับเฉา' อ่ะครับ ... เรื่องแรกนี่ เป็นเืรื่องของ โอดิปุสกษัตริย์แห่งเมือง Thebes ผู้โชคร้ายที่ฆ่าพ่อตัวเองและได้คุณแม่เป็นภรรยา .. คือโชคชะตาเล่นชีวิตของเค้าได้โหดมากเลยครับ

เป็นคนที่น่าสงสารมาก ๆ และเป็นที่มาของโรค "Oedipus Complex" .. อีกเรีื่องนั่นก็ อันทิโกเน เค้าเป็นลูกสาวของ โอดิปุส กับ โจแคสต้า (แม่และภรรยาของโอดิปุส) แล้วก็ต้องพบเจอกับเรื่องผิดใจกับน้าชายซึ่งทำให้โดนประหาร .. และเรื่องสุดท้ายคือ โอเรสเทส หนุ่มผู้ฆ่าแม่ตัวเองเนื่องจากแม่ของเค้าฆ่าพ่อของเค้าและไปมีชู้ทำให้เค้าโกรธเอามาก ๆ แล้วก็ต้องพบเจอกับเรื่องราวร้าย ๆ กับผีอีก 7 คน ที่น่ากลัวมาก ๆ (เพื่อนในห้องเ้ค้าแต่งหน้าออกมาหลอนมาก ๆ)โดยทุกเรื่องเป็นรู้สึกลุง อาโพโล่ จะเป็นคนกำหนดชีวิตให้หมดเลย = =" .

เราเรียน drama มาทั้งหมดก็จะ 4 อาทิตย์แล้วครับ (วันศุกร์นี้วันแสดงก็ครบ 4 อาทิตย์พอดี) เหนื่อยมาก แต่ก็นะครับได้เีรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง อย่างเช่นการหันหน้าให้คนดู คือเวลาอยู่ในเวทีห้ามหันหลังให้คนดูเด็ดขาด แล้วก็อีกอย่างคือห้ามเดินถอยหลังด้วย ..ต้องหาวิธีเดือนอย่างอื่นเอาคือต้องเนียน ๆ ไป

แต่ตามจริงแล้วสิ่งที่ยากกว่าการเล่น tragedy คือ comedy ครับ ... ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอก comedy นี่ยากมาก ๆคือเราต้องเล่นให้คนอื่นหัวเราะ แล้วตัวเราห้ามหัวเราะ .. ตรงนี้อาจจะยังไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่ยากคือเราต้องใช้่พลังงานสูงมาก ๆ ในการเล่น comedy โดย comedy ที่ผมเรียนคือ Japanese Kyogen ซึ่งยากมาก ๆ .. คือมันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบสุด ๆ จริง ๆ ครับ ท่ายงท่ายืน การพูด สีหน้า .. เหนื่อยมาก ๆ คือตอนแรกเค้ากะจะให้ผมเล่นเรื่องนึงชื่อเรื่อง 'The Cowardly Bandits' ซึ่งประพันธ์โดย Fumi Yamadachi โดยเรื่องนี้มันก็ไม่ยาวเท่าไหร่หรอกครับ เป็นเรื่องของคนสองคนที่ทำท่าจะสู้กันแต่ไป ๆ มา ๆ ก็ดีกันแล้วกลับบ้านด้วย ~ โดยซ้อมไป 2 วัน ไข้ขึ้นครับ คือแค่วันละ 2 ชั่วโมง ทำเอาแบบปวดหัวเหงื่อไหลแบบสุด ๆ ยากมาก ๆๆๆๆๆๆ ไอเราตอนแรกนึกว่าจะง่าย ๆ พวก comedy เนี่ย tragedy ง่ายกว่าเยอะเลย อีกเรื่องที่ฮา ๆ ก็ 'A Demon in Love' เป็นเรื่องที่มี ปีศาจปัญญาอ่อน ๆ ตัวนึงไปหลงรักสาวหม่ายคนหนึ่งและเจ้าปีศาจนี้็ก็ชอบคิดเองเออเองแถมยังร้องเพลงจีบสาวอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ ตอนที่ตัวผมลองเล่นนี่แบบ ฮาแตกสุด ๆ คือร้องกันได้แบบฮามาก ไม่มีคีย์ หลุดกรอบ ร้องแบบตามใจสุด ๆ แต่สุดท้ายปีศาจเจ้ากรรมนี้ดันเป็นโรคกลัวถั่ว และโดนสาวหม้ายต้ัมเอาพวกสมบัติที่ติดตัวไปหมด .. โดยสองเรื่องนี้ ผลสรุปคือไม่ได้ทำครับ เพราะทำไม่ไหว โหดเกินไป

ข้างล่างนี้คือรูปของ Japanese Kyogen

โดยบางเรื่องอาจจะมีหน้ากาก

 

แฮะ ๆ ทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละครับที่เรียนอยู่ ตอนนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ props กัน อย่างขะมักขเม้น !

จะแสดงอยู่แล้ววันศุกร์นี้ บทยังจำไม่ค่อยจะไ้ด้เล้ย =w=' 

สร้าง drama ตามเวบบอร์ดอ่ะง่าย แต่เรียน drama มันเหนื่่อย TT"

edit @ 16 Feb 2010 18:28:09 by Spectacle'

Comment

Comment:

Tweet

ฮุๆ งานเข้าล่ะสิ /กิ๊กๆๆ

ขอให้จำได้ละกัน ฮ่าๆ

ป.ล.เค้าก็เพิ่งแสดง Romeo&Juliet เส็ดล่ะแสดง

ฟีลลิ่งกับแอ๊คยากเหมือนกัน ฮ่าๆโล่งแล้ว~

#2 By Kirame☆ on 2010-02-16 18:38

ฮ่า ๆ ลำบากหน่อยนะพี่ = =
สู้ ๆล่ะ